ATC-Fasttrack15's profileATC-Fasttrack15PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 24

    ขอพูดเรื่องภาษาอังกฤษนะคับ

    มีสุภาพสตรีมาโพสถามว่า  เป็น ATC ต้องเก่งภาษาอังกฤษมั้ยคะ

    ก็ขอตอบโดยแบ่งประเด็นเป็น 2 ช่วงแล้วกันนะคับ

    ช่วงที่ท่านมาสมัครเข้าวิทยุการบิน

    ช่วงนี้บริษัทต้องการแค่คะแนน TOEIC อย่างน้อย 600 คะแนนจากท่านเท่านั้น หากท่านทะลุถึงรอบสัมภาษณ์ ถ้าโชคดีได้สัมภาษณ์กับฝรั่ง ก็ขอแค่ให้ท่านสามารถสื่อสารกันได้เข้าใจเป็นอย่างน้อย พูดสำเนียงไม่อินเตอร์ แต่ฝรั่งเข้าใจ ก็โอเคแล้วคับ หัวข้อที่ใช้ในการสัมภาษณ์ก็ประวัติของท่านนั่นแหละดู transcript แล้วเค้าอาจจะถามว่าทำไมวิชานี้ได้ D ได้ F ทำไมวิชานี้ได้ A ก็ลองอธิบายกันไป เป็นต้นนะคับ

    ช่วงหลังจากเข้าวิทยุการบินได้แล้ว

    ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในระหว่างที่เราทำงาน คือใช้สื่อสารกับนักบินและบางหน่วยงานเช่น Approach, Area ถึงแม้นักบินเป็นคนไทยเราก็ยังใช้ภาษาอังกฤษ  ดังนั้นท่านต้องพูดและสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และรู้ว่าสถานการณ์ไหนพูดยังไง ซึ่งการพูดสื่อสารกันผ่านวิทยุจะไม่เหมือนกับที่พูดกันในชีวิตประจำวัน เพราะต้องให้เข้าconceptว่าต้องกระชับและเข้าใจง่าย ตอนแรกพวกเรากะจะเอาตัวอย่างเสียงมาให้ท่านๆฟังกัน แต่กลัวว่าฟังแล้วท่านจะท้อ เพราะท่านคงฟังไม่รู้เรื่องแน่ แล้วก็จะงงว่ามันพูดอะไรกันหว่า  ก็เลยไม่ได้เอาเสียงขึ้น ทั้งนี้ไม่ต้องเป็นห่วงห่วงคับ บริษัทมีการสอนให้ในส่วนนี้ช่วง 3 เดือนที่ท่านอยู่ที่บริษัทและตอนที่ท่านถูกส่งไปเรียนที่สถาบันการบินพลเรือนก็มีฝึกเรื่องนี้จนเบื่อกันไปเลย อันที่น่าเป็นห่วงจริงๆก็น่าจะเป็นระเบียบใหม่จากองค์การการบินระหว่างประเทศ- ICAO ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปีหน้า กล่าวคือ หากท่านจะขอใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมจราจรทางอากาศกับกรมขนส่งทางอากาศ ท่านจะต้องสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษให้ได้ระดับ 4 เป็นอย่างน้อย จากทั้งหมด 6 ระดับ ที่นี้ถ้าถามว่ายากมั้ยระดับ 4 ก็ต้องบอกว่าไม่รู้คับเพราะไม่เคยสอบ  แต่ถ้าจะให้เดาก็คงยากพอสมควร เพราะมีสอบหลายขั้นตอน เพื่อวัดทักษะภาษาอังกฤษหลายๆด้าน ทั้งสอบข้อเขียนหรือสอบสัมภาษณ์ ซึ่งถ้าหากท่านเข้าวิทยุการบินได้ ท่านก็จะมีเวลาอย่างน้อยปีเกือบสองปีในการเตรียมตัวเรื่องภาษาอังกฤษ ก่อนที่บริษัทจะส่งท่านไปสอบใบอนุญาต ก็สรุปว่าถ้าได้เข้ามาได้ ก็ต้องขยันดูขยันอ่านและขยันพูดภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ เราเชื่อว่าหากท่านได้รับเลือกให้เข้ามาที่วิทยุการบินแล้ว การฝึกฝนภาษาอังกฤษคงไม่เกินสามารถของท่านแน่นอนคับ เพิ่มเติมนิดนึงว่าของรุ่น 15 ได้ Toeic เกิน 800 (แต่ไม่เกิน 900) มีแค่ 3 ตัว ส่วนที่เหลือคะแนนก็ไล่ๆกันในช่วง 600-700 ก็ชี้ให้เห็นว่าไม่ต้องสุดยอดระดับเทพก็เข้ามาได้คับ สำคัญว่าต้องฝึกฝนตัวเองบ่อยๆคับ (เน้นเหลือเกิน ...เบื่อแล้วนะ)

    September 21

    กว่าจะได้เข้าวิทยุการบิน

    อันดับต่อไปเราจะมาพูดคุยกันถึงขึ้นตอนการสอบแข่งขันเข้ามานะครับ แต่ก่อนอื่นต้องย้อนไปก่อนว่าทำไมต้องเป็น Fasttrack สาเหตุหลักๆก็คงจะเป็นเรื่องของจำนวนบุคคลากรในสายงาน ATC ที่วิทยุการบินนั้นค่อนข้างขาดแคลน ทำให้บริษัทต้องเร่งผลิตบุคลากรในส่วนนี้ขึ้้นมา ซึ่งก็เป็นวิสัยทัศน์ของบริษัท ที่รับคนจบปริญญาตรีทุกสาขา เพื่อเข้ามารับการฝึกอบรมในหลักสูตรเร่งรัด กล่าวคือ เรียนที่บริษัท 3 เดือน เมื่อเรียนจบแล้วก็จะถูกส่งไปเรียนที่สถาบันการบินพลเรือน(สบพ.)อีก 9 เดือน รวมแล้วบริษัทจ้างให้เรียน 1 ปีเต็มๆ ก่อนที่จะถูกส่งไปประจำที่ศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศที่ต่างจังหวัด พูดมาตั้งนานมัน fasttrack ตรงไหนก็ตรงที่เวลา 1 ปี นี่แหละคับ เพราะหากเป็นบัณฑิตป.ตรีจบหลักสูตร air traffic control จากสบพ.โดยตรง ในระหว่างเรียนจะใช้เวลาเรียนเนื่อหาของ air tracffic control ถึง 2 ปีเต็มๆ สรุปก็คือที่เค้าเรียนกัน 2 ปี แต่ fasttrack ขอด่วนๆอัดๆ 9 เดือนจบ เพิ่มเติมนิดนึงว่าถ้าหากจบจากสบพ.มาแล้ว ถ้าสอบเข้าวิทยุการบินได้ ก็จะสบายนิดนึง คือเรียนที่บริษัท 3 เดือนจบแล้ว ออกต่างจังหวัดทันที ไม่ต้องกลับไปเรียนที่สบพ.อีก(ก็จบมาแล้วหนิ) เอ้าละคับพูดมาตั้งนาน ก็ขอพูดถึงขั้นตอนการสอบแข่งขันนะคับ โดยข้อมูลนั่นจะเป็นของปี 2549 มีราละเอียดดังนี้คับ

    เปิดรับสมัคร
    ประมาณเดือนตุลาคม(กำหนดการแน่นอนของแต่ละปี ติดตามได้จากเวบของวิทยุการบิน www.aerothai.co.th) โดยคุณสมบัติของผู้สมัครตามที่กำหนดในเวบของวิทยุการบินดังนี้
    - อายุไม่เกิน 27 ปี
    - สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทุกสาขา
    - มีความรู้ภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดี และได้รับคะแนน
    TOEIC ไม่ต่ำกว่า 600 คะแนน ผล TOEIC ไม่เกิน 6 เดือน
    - พิมพ์ดีดภาษาอังกฤษได้ 25 คำ/นาที

    สอบข้อเขียน
    บริษัทจะกำหนดการสอบข้อเขียนประมาณสองสัปดาห์หลังจากปิดรับสมัคร ซึ่งรายละเอียดของข้อสอบก็ขอยกมาจากเวบของวิทยุการบินดังรายละเอียดต่อไปนี้


    จากที่มีถามกันเข้ามามาก ลักษณะของข้อสอบเข้าจะเป็นแบบ ปรนัย (ตัวเลือก) ระยะเวลาสอบ 3 ชั่วโมง มี 3 วิชา ประกอบด้วย คณิตศาสตร์ ความรู้ทั่วไป และ มิติสัมพันธ์ ซึ่งมิติสัมพันธ์นี้จะเกี่ยวข้องกับการมองเป็นการทดสอบความสามารถทางการมองเห็น เนื่องจากเมื่อปฏิบัติงานจริงแล้ว จะต้องใช้สายตาในการจ้องมองจอมอนิเตอร์เป็นเวลานาน

    ข้อสอบในส่วนของคณิตศาสตร์ค่อนข้างยากถึงยากมาก ดับฝันหลายๆคนที่อยากเป็น ATC เลยคับ โดยข้อสอบจะเน้นไปทางคณิตศาสตร์ระดับม.ต้นผสมๆกับม.ปลาย มีมหาลัยบางพอให้งงๆ ในส่วนของความรู้ทั่วไปก็เป็นความรู้ทั่วไปจริงๆ เอาเป็นว่าให้ลองถามตัวเองดูว่าถ้าจะเป็น ATC ควรจะรู้อะไรบ้าง ก็น่าจะพอเดาแนวข้อสอบได้ ส่วนวิชาสุดท้ายมิติสัมพันธ์ ก็ต้องบอกว่ายากไม่แพ้คณิตศาสตร์ เพราะประกอบไปด้วยหลายๆส่วน บางท่านให้ความเห็นว่าข้อสอบคล้ายๆของกพ.ก็ว่าไปนั่น แต่พอไปสอบแล้วถึงได้รู้ว่ามันก็มีบางส่วนที่คือๆกันบ้าง เวลาสอบก็ต้องปฎิบัติตามกรรมการคุมสอบอย่างเคร่งครัดนะคับ อะไรทำได้ อะไรห้าม อันนี้ต้องใส่ใจนิดนึง ไม่งั้นอาจจะพลาดง่ายๆ กระดาษคำตอบต้องเขียนชื่อกำกับทุกใบ ทำได้เต็ม แต่ลืมเขียนชื่อ แล้วจะได้คะแนนมั้ยละคับ

    สอบพิมพ์ดีด
    สำหรับปี
    2549 บริษัทเรียกคนผ่านข้อเขียนมาประมาณ 60 คน (จำตัวเลขแน่ๆนอนๆไม่ได้) เพื่อมาสอบพิมพ์ดีด (ประมาณเดือนพฤศจิกายน) ท่านต้องพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษได้ 25 คำ/นาที เป็นอย่างน้อย กรรมการคุมสอบจะให้เวลาท่าน ซึ่งน่าจะประมาณ 30 นาที (จำตัวเลขแน่ๆไม่ได้อีกแล้ว) พิมพ์ข้อความภาษาอังกฤษตามโปรแกรมพิมพ์ดีด เมื่อท่านพิมพ์เสร็จโปรแกรมจะ count ให้ท่านทันทีว่าพิมพ์ได้กี่คำ หากได้ตั้งแต่ 25 คำ ขึ้นไปก็ยกมือเรียกกรรมการมาดูก็ผ่านแล้ว ทั้งนี้กรรมการไม่ได้สนใจว่าท่านสามารถพิมพ์สัมผัสได้หรือไม่ ท่านอาจจิ้มทีละตัวแต่สุดท้ายได้ 25 คำพอดีก็ผ่านคับ แต่ระวังนิดนึงคับมีคนไม่ผ่านพิมพ์ดีดเหมือนกัน บางคนสอบผ่านข้อเขียนแล้ว บริษัทเรียกมาสอบพิมพ์ดีด ก็หายไปเฉยๆก็มี รู้สึกว่าในกรณีนี้บริษัทก็จะเรียกลำดับหลังจากอันดับที่ 60 มาสอบพิมพ์ดีดเพิ่มเติม

    สอบจิตวิทยาการบิน+ตรวจร่างกาย
    หลังจากสอบพิมพ์ดีดผ่านบริษัทจะนัดท่านมาสอบจิตวิทยาการบิน ที่ศุนย์เวชศาตร์การบิน รพ.ภูมิพล ประมาณต้นเดือนธันวาคม
      เพื่อทดสอบว่าท่านเหมาะสมสำหรับงาน ATC หรือไม่ การสอบที่เวชศาสตร์การบินนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือสอบจิตวิทยาการบิน และตรวจร่างกาย โดยจะนัดมาตรวจร่างกายอีกทีวันหลัง ข้อสอบจิตวิทยาการบินนั้นประกอบไปด้วยหลายส่วน ซึ่งไม่แนะนำให้ไปติวที่ไหนทั้งนั้น ควรทำข้อสอบโดยเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ก่อนสอบเจ้าหน้าที่มาแนะนำวิธีการทำข้อสอบต้องตั้งใจฟังให้ดี ไม่ได้ทำตามคำแนะนำสอบตกมาก็หลายคนแล้ว ในส่วนของการตรวจร่างกายนั้นถ้าท่านไม่เป็นเอดส์และตาบอดสีก็น่าจะผ่านได้ หลายคนสงสัยว่าสายตาสั้นจะผ่านมั้ย ก็ต้องบอกว่าได้คับเพราะที่สอบผ่านเข้ามาทำงานแล้วบางคนสั้นตั้ง 700 ก็มี สำคัญคือห้ามตาบอดสีคับ

    สอบสัมภาษณ์
    บริษัทจะเรียกสัมภาษณ์ เฉพาะผู้ที่ผ่านจิตวิทยาการบิน+ตรวจร่างกาย โดยจะเรียกสัมภาษณ์ประมาณต้นเดือนมกราคม สำหรับของปี 2549 บริษัทส่งไปสอบจิตวิทยาการบิน+ตรวจร่างกาย 60 คน ตกจิตเวชไป 18 คน เรียกสัมภาษณ์ไป 42 คน (รับ 40 โฮะๆสบายตัว) สัมภาษณ์เป็นภาษาไทยโดยคณะกรรมการระดับผู้บริหารของบริษัท มีภาษาอังกฤษบ้างเพื่อความครึกครื้น เดิมทีก่อนสัมภาษณ์กับคณะกรรมการระดับผู้บริหารของบริษัท ต้องเข้าสัมภาษณ์กับฝรั่งก่อน เพื่อเช็คทักษะด้านภาษาอังกฤษ แต่ของปี 2549 โชคดีไม่ต้องสัมภาษณ์กับฝรั่ง คณะกรรมการที่สัมภาษณ์ท่าน
    Full Team 8 คน ถ้าท่านทำบุญมาเยอะอาจจะเหลือแค่ 4-5 คน ของปี 2549 มีคนตกสัมภาษณ์นะคับถึงแม้ว่ารับ 40 แต่เรียกมา 42 ดังนั้นก็ต้องเตรียมตัวดีๆคับ

    ประกาศผล
    หลังจากสัมภาษณ์แล้วฝ่ายบุคคลก็จะให้ท่านกระวนกระวายใจสัก
    2-3 วันแล้วก็จะโทรไปแจ้งผล (ไม่มั่นใจว่าแจ้งว่าไม่ได้หรือเปล่า) เมื่อท่านได้รับข่าวดีว่าบริษัทรับท่านเข้าทำงานแล้ว ก็จะยื่นข้อเสนอให้ท่านทันทีว่าท่านจะเลือกเข้าทำงานช่วงไหน มีให้เลือกสองรอบคือเข้าเดือนมีนาคม กับ มิถุนายน โดยจะรับรอบละประมาณ 20 คน ก็เลือกเข้าตามความเหมาะสมของท่าน  อย่าลืมหาคนมาค้ำประกันด้วยนะครับตอนเซ็นสัญญาด้วยนะคับ


    September 15

    3 เดือนที่วิทยุการบิน เค้าทำอะไรกันนะ

    เอาละคับก็ถึงเวลาที่เราจะมาคุยกันว่า เมื่อเข้ามาแล้วในช่วงทดลองงานนั้น 3 เดือนที่วิทยุการบินนั้นทางบริษัทให้พวกเราทำอะไรบ้าง ถ้าจะให้สรุปใจความสั้นๆ ก็ต้องบอกว่า เรียนอย่างเดียวคับ เพราะตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็นก็มีแต่เรียน ทั้งนี้บริษัทได้เตรียมการตอนรับท่านเป็นอย่างดี โดยการเปิดอบรมเป็นการภายในชื่อหลักสูตรอย่างเป็นทางการคือ Intensive Air Traffic Service เพื่อเป็นการเตรียมตัวท่านก่อนส่งไปเรียนที่สถาบันการบินพลเรือน และเป็นการกรั่นกรองคนกันอีกรอบ เพราะการเรียนค่อนข้างหนัก คือเวลาน้อยแต่เรียนเยอะ ตำราภาษาอังกฤษ แป๊บๆสอบ แถมข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษในบางวิชา ยังไม่พอยังคัดผ่านที่ 70% อีกต่างหาก แหมทำไปได้!!! เจออย่างงี้เข้าไปบางคนก็โบกมือลาบอกว่าไปหาทำอย่างอื่นดีกว่า ก็มีเหมือนกันนะคับ

    Course Intensive นั้นจะป็นการเรียนทฤษฎีเกี่ยวกับ Air Traffic Control ประมาณ 1 เดือน  ส่วน 2 เดือนที่เหลือจะเป็นการการฝึกปฏิบัติงานกับโปรแกรม Simulation โดยใช้สนามบินสุราษฎร์ในการฝึก

    ช่วงเดือนที่ 1 นั้นในสัปดาห์แรกที่เข้ามา โดยปกติแล้วบริษัทก็จะจัดปฐมนิเทศให้แก่พนักงานใหม่ จะมีผู้บริหารจากส่วนงานต่างๆมาแนะนำวิทยุการบินให้พวกเรารู้จักมากขึ้น แล้วก็มีการพาไปดูงานที่สุวรรณภูมิไปดูหอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก แล้วก็มาดู Area Center กับ Approach Center บางวันเปลี่ยนบรรยากาศไปปฐมนิเทศที่โรงแรม ฮุๆอาหารอร่อย บรรยากาศดี นั่งๆ หลับๆ ช่างมีความสุขจริงๆ

     พอสัปดาห์ที่ 2 ความสุขในชีวิตก็เริ่มหายไป เพราะเราต้องเข้าสู่บรรยากาศการเรียนเต็มขั้น ตารางเรียนของพวกเราเต็มเอียดไปด้วยวิชาต่างๆ โดยจะเรียนกันวันละ 1 วิชา โดยมีรายชื่อวิชาดังนี้

    วิชาพื้นฐาน

    • History of aviation
    • Meteorology

    วิชา ATC

    • เครื่องช่วยเดินอากาศ (ครึ่งวัน)
    • ระบบติดตามอากาศยาน (Radar) (ครึ่งวัน)
    • Rule Of The Air
    • Air Traffic Services
    • Aeronautical Information Service
    • Introduction to Aerodrome
    • Introduction to Area Control
    • Introduction to Approach Control

     หลายท่านอาจโชว์ขยันว่าถ้าฉันสอบเข้าวิทยุการบินได้ จะเอาหนังสือพวกนี้มาอ่านก่อนเป็นการเตรียมตัวล่วงหน้า แนะนำว่าเอาเวลาไปเที่ยวพักผ่อน เฮอา เก็บตุนความสุขไว้ให้มากที่สุดดีกว่าคับ ท่านเอาหนังสือพวกนี้ไปอ่านก่อนก็ใช่ว่าจะรู้เรื่องเพราะเป็นเรื่องที่เป็นวิชาชีพ อ่านไปก็งงเปล่าๆเครียดอีกต่างหาก ก็สรุปว่าไม่ต้องโชว์ขยันนะคับ เอาเป็นว่าถ้าได้เข้ามาเรียน ก็มั่นอ่านหนังสือทบทวนบ่อยๆตอนที่เรียนดีกว่าคับ สงสัยตรงไหนก็ถามเพื่อนถามครู ทำใจเปิดรับสิ่งใหม่ๆนะคับ

     เมือผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ เราก็จะเรียนครบทุกวิชาข้างต้น แล้วเราก็ต้องสอบโดยข้อสอบออกวิชาละ 20 ข้อ ถ้าเป็นวิชาพื้นฐานเกณฑ์ผ่าน 60% วิชา ATC ผ่าน 70% เป็นไงคับเรียนเยอะดีมั้ย ไม่ต้องห่วงนะคับบริษัทกลัวท่านเครียด เดี๋ยวจะไปโดดตึกก่อนจบ course ก็เลยมี class sport คือ Softball ให้ท่านได้ไปคลายเครียดด้วยการปาบอลใส่หัวเพื่อนอาทิตย์ละ 1 ครั้งจนจบ 3 เดือน

     เมื่อผ่านการสอบครั้งแรกมาแล้ว เราก็จะมาเจอมรสุมลูกต่อไปซึ่งก็คือวิชาภาษาอังกฤษซึ่งจัดให้เรียนเต็มวัน 3 วันติด บริษัทจ้างอาจารย์ฝรั่งมาสอน ไม่ต้องห่วงคับวิชานี้ไม่มีสอบ แต่วันสุดท้ายท่านต้องโดนอาจารย์ interview แล้วอาจารย์จะให้ท่านผ่านหรือไม่ผ่าน แหมลำบากจริงๆกว่าจะรอดไปได้

     เมื่อผ่านมาถึงขั้นนี้ ต่อไปก็จะเข้าสู่เนื้อหาของการทำ Simualtion ซึ่งครูผู้สอนจะใช้เวลา 1 สัปดาห์เต็มๆ ในการอธิบายเนื้อหา 5 โมดูล จบแล้วมีสอบนะครับ 100 ข้อ ผ่าน 70 เหมือนเดิม

     แล้วเวลาที่เหลือก็จะเป็นการฝึก SIM หลายท่านสงสัยว่าทำอะไรกันเหรอ ก็เป็นการ SIM ประหนึ่งว่าท่านได้เป็น Air Traffic Controller ประจำอยู่ที่หอสุราษฎร์ ก็จะมีเครื่องบินขึ้น บินลงตามที่กำหนดไว้ในแต่ละ Module โดยครูจะกำหนดสถานการณ์ต่างๆไว้ให้ท่านแก้ปัญหา บางรุ่นสติแตก controlไม่ได้ เครื่องบินชนกันเลือดท่วมจอ ร้องห่มร้องไห้ เสียผู้เสียคนไปเลยก็มี ท่านจะได้จับวิทยุ control เครื่องบินก็คราวนี้แหละคับ อ๋อ เป็นภาษาอังกฤษนะคับ phrase ที่ใช้พูด ครูท่านก็จะสอนก่อนเข้าโมดูลแล้ว เครื่องแอร์ไลน์บินมาแบบนี้ ต้องพูดอย่างงี้ เครื่องทหารพูดแบบนี้ โอ้ยจำกันไม่หวาดไม่ไหว และก็เหมือนเดิมตอนท้ายๆก็ต้องสอบเหมือนกันกับ ผ่านที่ 70% เช่นเคย แต่ของ SIM จะเป็นสอบปฏิบัติ ถ้าท่านสามารถผ่านมาได้ตลอดรอดฝั่ง บริษัทก็จะส่งท่านไปเรียนต่อที่สถาบันการบินพลเรือน ไม่ง่ายนะคับ  การจะเป็น ATC หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนะคับ Course Director –คุณครูไพโรจน์ ที่พวกเรา Fasttrack15 รักและเคารพท่านอย่างมาก เคยบอกไว้ว่า กว่าจะได้เป็น ATC คุณจะต้องผ่านการสอบเป็น 1,000 ครั้ง เอ้... 3 เดือนที่ผ่านมาเราสอบไปกี่ครั้งแล้วเนี่ย

     

    September 14

    เปิดรับแล้วนะคับ ATC สำหรับปี 50

    เพิ่งประกาศรับสมัครไปสำหรับ ATC ที่วิทยุการบิน ตามรายละเอียดในเวบของวิทยุการบิน  บางท่านอาจจะงงๆว่าให้เป็น ATC ทำไมชื่อตำแหน่งเป็น เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ในระหว่างทีบริษัทจ้างท่านเรียนอยู่ 1 ปี จะให้ใช้ตำแหน่งนี้ไปพลางๆก่อน เมื่อเรียนจบแล้วถูกส่งไปประจำที่ศูนย์ควบคุมการบิน และก็เรียนงานที่ศูนย์ควบคุมการบินนั่นๆอีก ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็ประมาณ 1 ปีต่อมาท่านก็น่าจะสอบ license ได้เมื่อนั้นท่านก็จะได้ขยับตำแหน่งเป็น ATC สมใจ


    สำหรับการรับสมัครปีนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมมาจากปีที่แล้ว กล่าวคือปกติจะมาเลือกว่าจะได้ไปประจำที่ศูนย์ควบคุมการบินที่ไหน ก็หลังจากเรียนจบจากสถาบันการบินพลเรือนมาแล้ว แต่ของปี 50 บริษัทจะให้ท่านเลือกเลยว่าท่านอยากจะไปประจำที่ศูนย์ไหน ที่บริษัทดำเนินนโยบายนี้ ขอเดานะคับว่าที่ผ่านมา คนที่ออกต่างจังหวัดพอผ่านไปสักระยะก็ขอย้ายกลับเข้ามากรุงเทพ ดังนั้นบริษัทก็เลยให้เลือกตั้งแต่เข้าไปเลยว่าคุณอยากจะไปอยู่ไหน และก็คงอยากให้อยู่ไปนานๆ ประมาณว่าอย่ากลับมากรุงเทพเลย หากท่านขอย้ายกลับมา บริษัทก็ต้องหาบุคคลากรมาแทนท่านอีกก็วนเวียนเป็นวัฎจักรไป คับสำหรับเวลาไปสมัครก็อย่าลืมเตรียมหลักฐานให้ครบนะคับ จะได้ไม่เสียเวลา คราวหน้าเราจะมาคุยกันว่าเข้ามาแล้วในช่วง 3 เดือนแรกที่เรียนที่บริษัท ต้องเรียนอะไรบ้าง ที่ติดค้างมาจากครั้งที่แล้ว ยังไงลองติดตามอ่านดูนะครับ

    September 13

    วัตถุประสงค์ของ Space

    พวกเรา Fast Track รุ่นที่ 15 (2/2550) จัดทำspaceนี้ขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจอยากเข้ามาร่วมงานกับวิทยุการบิน ในตำแหน่ง Air Traffic Controller (ATC) เนื่องจากในขณะที่เราสอบแข่งขันเข้ามาในวิทยุการบิน เราพบว่าหลายๆคำถามที่พวกเราสงสัยไม่สามารถหาคำตอบได้ ก็เพราะว่าเราไม่มีใครให้ถาม เมื่อเราโชคดีสามารถสอบผ่านเข้ามาได้ หลายๆคำถามเราได้คำตอบหลังจากเข้ามาทำงานที่นี่ เราจึงมุ่งหวังที่จะรวบรวมข้อมูลเหล่านั้น เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจงานด้าน ATC หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ